เครื่องมือไสไม้ (Planer tool) ในงานช่างไม้ได้แก่ กบ (Planers) กบ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญและขาดไม่ได้สำหรับช่างไม้ เนื่องจากกบเป็นเครื่องมือที่ใช้แต่งผิวไม้ให้เรียบได้ขนาดตามความต้องการ ตัวกบอาจทำด้วยไม้หรือด้วยเหล็ก ดังนั้นกบที่ใช้กันแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
- กบไม้
- กบเหล็ก
1. กบไม้ มีส่วนประกอบดังนี้
- ตัวกบ ทำจากไม้เนื้อแข็งที่ไม่ยืดหรือหดตัวเร็ว ไม้ที่นิยมใช้กันคือ ไม้ชิงชัน หรือไม้ประดู่ ไม้แดง หรือไม้พยุง ขนาดความยาว 16” หนาประมาณ 2 ½” มีร่องเจาะด้านหลังเอียง 45องศาเหลือเนื้อไม้ตอนริม ¼” ความกว้างของร่องจากริมหลังถึงริมหน้า 1 ¾” –2” และที่ด้านหลังเจาะรูเป็นวงกลมหรือวงรี ขนาดประมาณ¾” ไว้ใส่ด้ามจับ
- ใบกบ ทำจากเหล็กกว้าง 1 ¾” หนาประมาณ3/16” ยาวประมาณ 6 ½” มีคมที่ส่วนล่างเพื่อใช้ขูดไม่ให้เรียบ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของกล
- เหล็กประกับใบ หรือเหล็กประกับกบ อยู่ระหว่างใบกบและลิ้นติดกับใบกบ โดยมีน็อตสกรูยึดติดเหล็กประกันใบนี้ ขนาด 1/8” x 1 ¾” x 4” มีหน้าที่เสริมกำลังตอนปลายของใบกบไม่ให้อ่อนหรือบิดในเวลาที่ทำการไส และควบคุมการกินของไม้ เพื่อไม่ให้ไม้ย้อน
- ลิ่ม เป็นแผ่นไม้ชนิดเดียวกับไม้ที่ทำตัวกบคล้ายหัวขวานแต่บางกว่า ใช้ตอกอัดเข้าร่องเวลาใส่ในกบ เพื่อให้ใบกบแน่น
- ก้านหรือมือจับยาวประมาณ 9”-10” รูปวงกลมหรือวงรีช่วยให้จับกบได้เหมาะมือ
2. กบเหล็ก ลักษณะ โดยทั่วไปแตกต่างกับกบไม้ การใช้งานง่ายกว่ากบไม้ ผลงานที่ออกจากการใช้กบ พบว่ากบเหล็กมีประสิทธิภาพดีกว่า ให้ผลที่แน่นอน และเรียบร้อยกว่ากบไม้ การประกอบและการปรับก็ง่ายกว่า แต่ในเมืองไทยไม่ค่อยนิยมใช้ จึงทำให้ไม่คุ้นกับการใช้กบเหล็ก ซึ่งดูจะซับซ้อน ยุ่งยาก
ชนิดของกบ
1. กบล้างยาว ขนาดโดยทั่วไป 2” x 2 ½” x18”มุมเอียงของใบกบประมาณ 45”-50” ใช้สำหรับไสไม้ให้เรียบและตรงระยะยาว ๆ หรือใช้ล้างแนวไสให้เรียบขึ้น
2. กบล้างกลางและสั้น มีขนาดสั้นกว่ากบล้างยาว คือมีขนาด 12” (สำหรับกบล้างกลาง) และมีขนาด 6” (สำหรับกบล้างสั้น) ส่วนประกอบอื่น ๆ คล้ายกับกบล้างยาวทุกอย่าง ใช้ไสไม้ที่มีความยาวไม่มากนักให้เป็นเส้นตรง
3. กบผิว ลักษณะจะคล้ายกับกบล้าง คือ มีความยาวใกล้เคียงกัน แต่ที่แตกต่างกันคือมุมของใบกบจะเอียงประมาณ 50 – 60 องศา และกบผิวจะไม่มีฝาประกับกบ มีแต่ลิ่มไม้เท่านั้น กบผิวใช้ต่อจากการใช้กบล้าง เพื่อไสไม่ให้เรียบมากยิ่งขึ้น
นอก จากชนิดของกลที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีชนิดของกบอื่นๆ อีกที่ใช้ในงานไม้ แต่จะใช้เฉพาะงานที่ต้องการ เช่น การบังใบวงกบประตู หน้าต่าง จะเลือกใช้กบบังใบ เป็นต้น นอกจากกบบังใบแล้วยังมีกบกระดี่ กบราง กบขูด และกบบัว ที่ใช้ในงานไม้ด้วย
การไสกบไม้ สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1. เมื่อตั้งใบกบและปรับใบให้เรียบร้อยแล้ว เตรียมชิ้นงานที่จะไสวางบนโต๊ะทำงานให้พร้อม
2. ใช้มือ 2 ข้างจับที่ด้ามจับ โดยใช้หัวแม่มือทั้งสองกดที่หลังตัวกบ นิ้วชี้เหยียดแนบข้างตัวกบ แล้วออกแรงกดด้วยฝ่ามือที่จับ เสือกกบตรงออกไปข้างหน้า และต้องคอยควบคุมตัวกบให้เลื่อนตรงตามทิศทางที่ต้องการ
3. การ ยืนไสจะให้แรงดีที่สุด ขาทั้งสองต้องเหยียดตรง เวลาพุ่งกบออกไปก็โน้มตัวและย่อขาตาม ขณะที่ไสออกไป แขนทั้งสองต้องเหยียดตรงเสมอกัน จะทำให้กบไสผิวไม้ได้คงที่ การไสไม้ให้ไสตามแนวเสี้ยนไม้
4. เมื่อ ไสกบเกือบได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว จะต้องใช้กบผิวไสเก็บความเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง การไสล้างควรให้กบกินไม้มากกว่าการไสแต่งผิว และการไสกบผิวต้องระวังการตั้งใบกบเพราะอาจจะกินเนื้อไม้ได้ ซึ่งการไสกบผิวที่ดี ขี้กลควรจะบาง ๆจนได้ขนาดตามต้องการ ให้ตรวจสอบความเรียบที่ได้จากการใช้ฉากเช็ค ดังรูปที่ 6.27
หมาย เหตุ การไสกบควรจะได้ฝึกฝนให้มากเพื่อความชำนาญและประสบการณ์ ซึ่งจะต้องอาศัยไหวพริบเพื่อสังเกตข้อผิดพลาดต่าง ๆ แล้วนำไปแก้ไขปรับปรุง
เครื่องมือสำหรับเจาะไม้
เครื่องมือเจาะไม้ (Boring tools) เป็น เครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในงานช่างไม้ ซึ่งจะขาดไม่ได้เช่นกันในการปฏิบัติงานไม้ การประกอบไม้เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดเป็นรูปร่าง จะต้องมีการเจาะไม้ ดังนั้นนักศึกษาจึงควรได้ศึกษาถึงเครื่องมือที่ใช้เจาะไม้ ดังนี้คือ
- สิ่ว (Chisels)
- สว่าน (Drills)
- ดอกสว่าน (Bits)
1. สิ่ว (Chisels) คือ เครื่องมือในงานไม้ที่เป็นเหล็ก มีความคม จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อไสไม้ได้ขนาดแล้ว งานที่จะทำต่อไปคือการประกอบไม้เข้าด้วยกันโดยการเจาะ สิ่วจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานเจาะมากที่สุด การแบ่งสิ่วตามลักษณะที่สร้างมาในท้องตลาด แบ่งได้เป็น2 ประเภท คือ
- สิ่วที่โคนเรียวแหลมฝังเข้าไปในด้าม เรียกว่าTang
- สิ่วที่ด้ามฝังเข้าในโคนสิ่ว เป็นท่อเรียวกลวงข้างใน เรียกว่า Socket
แต่ถ้าแบ่งสิ่วตามชนิดและลักษณะของการใช้งาน ดังรูปที่ 6.29 สามารถแบ่งได้ดังนี้
ก. สิ่วใบหนา (Firner chisel) สิ่วชนิดนี้จะมีใบที่หนาแข็งแรง ใช้งานได้ทั้งหนักและเบาขนาดความกว้างมีตั้งแต่ 1/8” –1” (ขนาดสิ่วเรียกตามความกว้าง)
ข. สิ่วปากบาง (Paring chisel) สิ่ว ชนิดนี้ใบจะบางกว่าชนิดแรก โดยทั่วไปจะใช้สิ่วนี้เซาะไม้ด้วยมือ ไม่นิยมใช้ตอก ตอนริมของใบสิ่วจะเอียงลาดลงไปหาอีกด้านหนึ่ง เพื่อทำงานละเอียด มีขนาดตั้งแต่ 1/8” –2”
ค. สิ่วเข้าโครง (Framing chisel) ตัวสิ่วจะหนักและแข็งแรงมาก ใช้ในงานหนัก ๆ เช่น การประกอบโครงเรือ สิ่วชนิดนี้จะมีวงแหวนเหล็กที่ด้ามเพื่อกันด้ามแตก
ง. สิ่วเดือย (Mortisel chisel) ใช้ สำหรับเจาะร่องรับเดือย ลักษณะพิเศษคือ ตัวสิ่วตั้งแต่ด้ามลงมาที่ตัวสิ่วจะหนา เพราะเวลาเจาะต้องใช้สิ่วงัดเพื่อให้ไม้หลุด ซึ่งใช้กำลังมากกว่าสิ่วธรรมดาที่กล่าวมาแล้ว
จ. สิ่วทำบัวหรือสิ่วเซาะร่อง เป็นสิ่วที่ใช้ทำบัว เซาะร่อง เจาะรูกลม หรือแต่งไม้ส่วนที่เป็นโค้ง ใบสิ่วมีลักษณะรูปโค้งเว้า ขนาดใบกว้าง ¼” –2” มักเรียกสิ่วชนิดนี้ว่า สิ่วเล็บมือ
2. สว่าน (Drills)
การเจาะรูเล็ก ๆ เพื่อนำน็อต สกรู หรือตะปูยึดติด อาจจะต้องใช้เครื่องมือเจาะรูที่เรียกว่า“สว่าน” สว่านที่ใช้เจาะมีรูปร่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่ชนิดของงานที่ใช้ ดังนี้
- สว่านข้อเสือ
- สว่านมือ
- เหล็กหมาดและบิดหล่า
- สว่านข้อเสือ (Brace drills) ช่างไม้นิยมใช้สว่านเจาะรูปช่วยในการทำรูเดือย ส่วนประกอบของสว่านชนิดนี้มี 3 ส่วนคือ ส่วนหัว(Head) ส่วนมือจับ (Handle) และที่ปรับดอกสว่าน (Chuck) ดังรูปที่ 6.30 การใช้งานจะหมุนตามเข็มนาฬิกา เพื่อยึดให้แน่น แต่ถ้าจะคลายต้องหมุนไปทางซ้าย สามารถใช้งานได้ทั้งแนวราบและแนวตั้ง
- สว่านมือ (Hand drill) หรือสว่านเจาะนำ การเจาะรูชิ้นงานจะเจาะให้เล็กกว่า ¼” สามารถเจาะได้ทั้งงานเหล็กและงานไม้ ลักษณะแตกต่างกับสว่านข้อเสือ ส่วนที่ใช้หมุนดอกสว่านเพื่อยึดชิ้นงานจะใช้ส่วนที่เรียกว่า Crank ดังรูปที่ 6.31 ถ้าใส่ดอกสว่านไม่ดี ดอกสว่านจะหักง่าย สว่านเมื่อสามารถเจาะได้ทั้งแนวราบและแนวตั้ง
ก. เหล็กหมาด (Brad awl) รูป ร่างคล้ายไขควงเล็ก ๆ ใช้สำหรับเจาะในเวลาที่จะตอกตะปูหรือตะปูเกลียว วิธีใช้จะกดลงในเนื้อไม้แล้วบิดซ้ายขวา ไม่ควรใช้กับไม้บาง
ข. บิดหล่า (Gimlet bit) ใช้เจาะรูขนาดเล็ก ๆ ที่ต้องการฝังตะปูควงเข้าไปในเนื้อไม้แข็งมีขนาดตั้งแต่ 1/16” – 3/8”
อุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กับกับเครื่องมือที่เจาะรูที่กล่าวมาแล้ว ถือว่ามีความสำคัญในการเจาะรูที่จะขาดเสียไม่ได้ นั่นก็คือ “ดอกสว่าน” เพื่อความเข้าใจในเรื่องการเจาะให้มากขึ้นจะขออธิบายถึงดอกสว่านดังนี้
1. ดอกสว่านเจาะ (Drill bit) ใช้กับงานที่ต้องการคว้านเนื้อไม้ภายในวงกลมออก มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นลำตัว และส่วนปลายที่เป็นเกลียว ส่วนที่เป็นเกลียวที่ปลายจะแหลมคม เกลียวเล็ก ๆ ที่ตอนปลายจะฝังและดูดส่วนอื่นให้เข้าในเนื้อไม้ เกลียวจะมีทั้งชนิดหยาบและละเอียด ขนาดของดอกสว่านเรียกเป็นเศษส่วน16 ของนิ้วเสมอ เช่น ขนาด 3/16” (ขนาดที่กล่าวมานี้หมายถึงขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางรูที่จะเจาะ) ที่ตอนโคนเป็นรูปเรียวเหลี่ยม สำหรับจำปายึดแน่น ดังรูปที่6.33
2. ดอกสว่านขยายหัว (Expansive bit)ลักษณะหัวสามารถขยายหรือลดลงได้โดยเลื่อนตอนปลายของดอกสว่าน ใช้เจาะรูได้ตั้งแต่ 1” ขึ้นไป สามารถเจาะได้ถึง 4” เหมาะกับงานเจาะรูกุญแจ และงานท่อน้ำผ่าน (บ้านที่มีฝาเป็นไม้) ดังรูปบทที่ 6.34
3. ดอกสว่านรูลึก (Foerstner bit) ลักษณะ ที่หัวดอกสว่านเป็นสัน มีทั้งที่เป็นเกลียวและไม่เป็นเกลียว ซึ่งจะเจาะได้ลึกเป็นพิเศษจนถึงเจาะไม่ได้ ใช้เจาะในงานต่าง ๆ ได้ดี เช่น รูกุญแจ หรือเจาะรูช่องลำโพงวิทยุ เป็นต้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ¼” –2” ดังรูปที่ 6.35
4. ดอกสว่านเฉพาะงาน (Straight-shank drillป ใช้เจาะรูกลมเล็ก ๆ ลักษณะของดอกสว่านมีปีก2 ข้าง เกสรเป็นเกลียว ในแต่ละเกลียวมีร่องสำหรับเก็บเศษไม้ ขนาดที่มีในท้องตลาดตั้งแต่ 1/16” – ½” (ขนาดจะแบ่งย่อยละเอียดกว่าชนิดอื่น ๆ เพื่อการใช้งานเฉพาะ) ใช้สำหรับเจาะรูเพื่ออุดหัวตะปูในงานเข้ามุมของโต๊ะ เก้าอี้ วงกบ เป็นต้น รูปดอกสว่านแสดงไว้ในรูปที่ 6.36
5. ดอกสว่านอัตโนมัติ (Automatic drill bit) ดังรูปที่ 6.37 ใช้สำหรับงานเจาะรูเล็ก ๆ เช่นเดียวกับข้อ4 แต่การทำงานจะสะดวกกว่า เมื่อใช้ควบคู่กับไขควงอัตโนมัติ คือสามารถใช้มือเพียงข้างเดียวทำงานได้
เครื่องมือประกอบในงานช่างไม้
เครื่อง มือที่ใช้ประกอบในงานต่าง ๆ ของช่างไม้จะทำให้ประสิทธิภาพของงานสูงขึ้น และเกิดความถูกต้อง ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือชนิดต่าง ๆ ดังนี้
1. ระดับน้ำ (Levels) ทำจากไม้หรือโลหะ รูปร่างยาวประมาณ 1 ¾” x 3” x26” เป็นต้น ตรงกลางจะฝังหลอดแก้วซึ่งบรรจุน้ำไว้ภายใน(บางชนิดเป็นแอลกฮอล์) น้ำ ที่ใส่ในหลอดจะไม่เต็มและเหลือเป็นฟองอากาศ เพื่อตรวจสอบระดับ วิธีการตรวจสอบระดับคือ วางระดับน้ำบนชิ้นงาน ถ้าฟองอากาศในหลอดแก้วนี้อยู่ตรงกลาง แสดงว่าได้ระดับที่แท้จริง (บางชนิดจะมีทั้งหลอดแก้วในแนวตั้งและแนวนอน) ดังแสดงในรูปที่ 6.42
2. ลูกดิ่ง (Plumb bob) ทำจากเหล็กหรือทองเหลือง รูปร่างคล้ายลูกข่าง ตอนปลายเรียวแหลม ตอนล่างมีที่ร้อยด้ายหลอด ดังรูปที่ 6.43ลูกดิ่งใช้สำหรับทดสอบแนวดิ่งของอาคารกับส่วนอื่น
3. ขอขีดไม้ (Maring gauge) ได้อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ข้างต้นแล้ว
4. เหล็กส่งหัวตะปู (Nail set) เป็นแท่งเหล็กตันยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง¼ นิ้ว ปลายเรียว ขนาดของปลายไม่แน่นอน แล้วแต่ขนาดตะปูที่ใช้ส่งหัวลงในเนื้อไม้ดังรูปที่ 6.44 เพื่อประโยชน์ในการเก็บรอยตะปูที่เป็นงานเคลือบเงาต่าง ๆ
5. ตะไบและบุ้ง (Files and rasp) ตะไบ และบุ้งใช้แทนเครื่องมืออื่นที่ตัดแต่งไม่สะดวก ตะไบที่ใช้แต่งคมเครื่องมือช่างไม้มีหลายชนิดแตกต่างกัน เช่น ตะไบแบน ตะไบครึ่งวงกลม ตะไบกลม และตะไบสามเหลี่ยม ขนาดของตะไบจะยาวตั้งแต่ 4-14 นิ้ว ฟันของตะไบแบ่งเป็น 2 ชนิด คือฟันคู่ (Double cut) และฟันเดี่ยว (Single cut) ส่วน ลักษณะของบุ้งจะหยาบกว่าตะไบ โดยจะมีส่วนที่ยื่นแหลมออกมาเป็นปุ่มๆ เรียกว่าฟัน สามารถจะทำงานได้เร็วกว่าตะไบ แต่งานจะหยาบกว่า ดังนั้นการใช้งานควรใช้ควบคู่กันโดยใช้บุ้งก่อนแล้วจึงเก็บงานด้วยตะไบ
การทำงานไม้ต่าง ๆ
การทำงานไม้
งานก่อสร้างในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งประมาณ30% เกิดขึ้นจากงานไม้หรือต้องอาศัยไม้เป็นแกนนำ ทำให้งานไม้เป็นงานที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับงานคอนกรีตหรืองานเหล็ก นอกจากนี้ถ้าปฏิบัติงานไม้อย่างมีทักษะก็จะก่อให้เกิดคุณประโยชน์มากมาย จึงควรค่าที่จะต้องเรียนเป็นอย่างยิ่ง การที่จะให้งานบรรลุถึงจุดประสงค์ตามที่มุ่งหมายไว้ จะต้องมีการจัดลำดับการทำงานที่แน่นอนในการทำงานไม้ก็เช่นกัน ถ้าได้จัดลำดับขั้นตอนไว้อย่างดี งานที่ออกมาย่อมจะถูกต้อง สวยงาม และเกิดความภาคภูมิใจ อันจะเป็นเครื่องช่วยสร้างความเชื่อมั่นในงานชิ้นต่อ ๆ ไป ในบทนี้จะขออธิบายถึงสิ่งที่จะต้องทำงานกับไม่ให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จนถึงขั้นเป็นชิ้นงานหรือโครงงานขึ้น ดังต่อไปนี้
การตัดไม้ให้ได้ขนาด
ควร พยายามหาท่อนไม้สั้น ๆ ที่สามารถทำส่วนต่าง ๆ ของงานได้ก่อนจะตัดไม้ จากนั้นจึงเริ่มตัดไม้ชิ้นใหญ่ก่อน เพื่อจะได้ไม่เหลือเศษมาก เมื่อได้ไม้ที่ต้องการทั้งความยาว ความหนา และความกว้างแล้ว ให้นำมาวัดขนาดตามที่กำหนดไว้ โดยให้เผื่อไม่ให้ยาวกว่างาน ½” ถึง ¾” (ส่วนที่เผื่อไม้ไว้คือการกำหนดตัวไม้แบบหยาบ ๆ )
ในการัดความยาวของไม้ให้วัดตรงกึ่งกลางแผ่นไม้แล้วบวกอีก ¾” (เผื่อไว้ทำไม้ให้ได้ฉาก) แล้วขีดเส้นสั้น ๆ เพื่อกำหนดความยาวเพียงเส้นเดียว ดังรูปที่ 7.1 ใช้ฉากจากเส้นและพยายามให้ได้ฉากกับความยาวของไม้ (การจับฉากด้ามฉากต้องแนบชิดกับริมไม้) ต่อ จากนั้นจึงนำไม้ที่วัดขนาดแล้วไปตัดที่โต๊ะฝึกงาน โดยนำไม้วางบนโต๊ะแล้วยื่นส่วนที่จะตัดออกมาให้พ้นขอบโต๊ะที่รองรับและเริ่ม ดำเนินการตัดไม้ตามขั้นตอนที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 5
การทำไม้ให้ได้ฉาก
วิธี การนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานของช่างไม้ที่ควรจะต้องฝึกให้เกิดความชำนาญมากที่ สุด งานในขั้นนี้ช่างไม้ทุกคนจะต้องฝึกให้ผ่านก่อน จึงจะสามารถทำงานอื่นต่อไปได้ การทำไม่ให้ได้ฉากมีวิธีการ ดังนี้
1. ไสหน้ากว้างของไม้ให้ได้ขนาดและความหนา
1.1 นำไม้ที่ตัดแล้วไปวางบนโต๊ะฝึกงานยึดให้แน่น ใช้กบล้างไสผิวด้านหน้ากว้างตามทิศทางของเสี้ยนไม้
1.2 ไสจนผิวไม้เรียบเสมอกันโดยตลอด แล้วทดสอบหน้าไม้ด้วยฉากตามรูปที่ 7.2 และไม่ควรให้แสงส่องผ่านได้ แล้วทำเครื่องหมายไว้
2. ไสไม้ด้นข้างเพื่อทำฉาก
2.1 เลือกข้างไม้ที่ดีที่สุดไว้ แล้วนำไปยึดกับแม่แรงให้แน่น
2.2 ไสไม้ตามเสี้ยน ตามหลักการปฏิบัติการไสไม้ โดยพยายามไสครั้งเดียวให้ยาวตลอด
2.3 ทดสอบฉากข้างไม้ ด้วยการทดสอบกับหน้าไม้ด้านที่ทำฉากไว้ในข้อ 1 เพื่อทำเครื่องหมาย
3. ไสหัวไม้เพื่อทำฉาก
3.1 เลือกเอาด้านใดด้านหนึ่งมาทำเป็นหัวไม้ แล้วนำไปยึดติดกับแม่แรง
3.2 ไส ไม้กลับไปกลับมาโดยเริ่มจากมุมหนึ่ง แล้วไสอย่าให้ถึงอีกมุมหนึ่ง เพื่อกันไม้ฉีกแตก แล้วจึงกลับมาไสอีกมุมหนึ่งที่เหลือจนเรียบได้ฉาก
3.3 ทดสอบฉากกับหน้าไม้ หรือข้างไม้ด้านที่ทำฉากไว้แล้ว
4. ทำฉากด้านที่เหลือ
4.1 วัดไม้ตามขนาดยาวที่ต้องการ ขีดเส้นไว้(เผื่อ 1/16) แล้วขีดเส้นตามขวางโดยใช้ฉากจับกับด้านที่ทำฉากแล้ว ดังรูปที่ 7.3
4.2 ตัดไม้ให้เหลือเส้นไว้ด้วยเลื่อย
4.3 ไสแต่งหัวไม้ให้เรียบได้ขนาดความยาวที่ต้องการ
5. ทำฉากด้านข้างอีกข้างหนึ่ง
5.1 วัดความกว้างของไม้ตามขนาดด้วยขอขีดไม้ ดังรูปที่ 7.4
5.2 ไสไม้ให้ถึงเส้นที่ทำเครื่องหมายไว้จากขอขีดไม้ แล้วทำการทดสอบฉาก
6. ทำฉากด้านหน้ากว้างอีกด้านหนึ่ง
6.1 ทำการปฏิบัติแบบเดียวกับข้อ 5
การประกอบไม้วิธีต่างๆ
1. การเข้าไม้ให้แข็งแรง (Making joints stronger) เป็น การนำไม้มาชนกันทำให้เกิดเป็นมุมขึ้น เช่น มุมฉาก หรือมุมอื่นๆ การเข้าไม้มีวิธีการทำได้หลายวิธีแล้วแต่ความเหมาะสมของงานเพื่อให้เกิดความ แข็งแรงมากที่สุด อาจพิจารณาจากความหนาของไม้ คุณภาพไม้ และทิศทางของแรงที่จะกระทำกับรอยต่อ การเข้าไม้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นพื้นฐานของงานโครงสร้างต่างๆ ในงานทำเฟอร์นิเจอร์ วิธีการเข้าไม้มีหลายแบบที่ใช้กันดังนี้
1.1 การเข้าชน (Butt Joint) เป็น วิธีที่ง่าย โดยนำด้านหนึ่งของไม้นาชนิดติดกับผิวหน้าของไม้อีกท่อนหนึ่ง ดังนั้นการเข้าชนไม้วิธีนี้จะไม่แข็งแรงเท่าไรนัก และจะเห็นรอยต่อชัดเจน การเข้าเดือยหรือยึดมุมจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงตรงรอยต่อได้มาขึ้น เช่น ตะปู ตะปูเกลียว หรือไม้สามเหลี่ยมยึดมุม ดังรูปที่ 7.5
วิธีการเข้าชนไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ จับฉากที่หัวไม้พร้อมขีดเส้นบนไม้อีกท่อนหนึ่ง โดยจับมาชนกันแล้วตอกตะปูที่หัวไม้ จะได้ไม้ 2 ท่อนชนกัน ดังรูปที่ 7.6 แล้วใช้ฉากเหล็กมาวัดฉาก เพื่อทดสอบความถูกต้อง
1.2 การเข้าขอบไม้แบบมีเดือย (Edge by dowel joint) หรือ เรียกอีกอย่างว่า การต่อทาบหรือเพลาะไม้ เป็นการเข้าไม้ด้วยการต่อขอบไม้เข้าด้วยกัน และยึดด้วยการ โดยใช้เดือยหรือสลักเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เดือยหรือสลักอาจทำจากไม้เนื้อแข็งก็ได้ เช่น การทำพื้นกระดานบ้านหรือพื้นโต๊ะอาหาร ดังรูปที่ 7.7
วิธี การเข้าขอบไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ ไสข้างไม้ให้ได้ฉากทุกแผ่นที่จะนำมาชน แล้วนำมาทดสอบว่าชนกันสนิทหรือไม่ โดยทำเส้นกึ่งกลางที่ด้านข้างขอบไม้ เพื่อให้เป็นเส้นจุดศูนย์กลางที่จะทำเดือย และกำหนดตำแหน่งของตัวรูเดือยโดยทำเครื่องหมาย + กำกับ ไว้ เลือกดอกสว่านเจาะไม้ให้เหมาะสมกับความหนาของไม้ จากนั้นนำสว่านและดอกสว่านประกอบกัน แล้วเจาะรูที่ตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้ โดยกำหนดความลึกในการเจาะด้วย เมื่อเจาะรูเดือยเสร็จทุกแผ่นแล้ว ก็เริ่มทำเดือยให้มีขนาดเท่ากับรูเดือยที่เจาะไว้ ส่วนความยาวของเดือยให้สั้นกว่าความลึกรูเดือยเล็กน้อยประมาณ 1/4 นิ้ว ต่อจากนั้นนำไม้ที่มีเดือยกับรูที่เจาะไว้ประกอบกัน (ก่อนประกอบกันให้ทากาวลาเท็กซ์ที่เดือยและข้างไม้) อัดแน่นด้วยแคมป์ ดังรูปที่ 7.8
1.3 การเข้าบากร่อง (Dado joint) หรือ การเข้าบ่าไม้ เป็นการเข้าไม้วิธีหนึ่งที่ให้ความแข็งแรง การบากไม้แบบนี้นิยมกับงานทำลิ้นชัก ชั้นวางของ ตู้เก็บหนังสือ บันไดเป็นต้น ดัง
รูปที่ 7.9 ชิ้นงานที่เข้าบากร่อง
วิธีการเข้าบากร่อง ปฏิบัติได้ดังนี้คือ เลือกไม้ 2 ท่อน โดยให้ท่อนหนึ่งเป็นเดือย และอีกท่อนหนึ่งเป็นร่องเดือย นำไม้ที่เป็นตัวเดือยไปทำให้ได้ฉาก แล้วจึงเอาไม้ 2 ท่อนมาชนกัน ขีดเส้นกำหนดตำแหน่งที่จะบากไว้ที่ไม้และส้นความลึกที่ข้างไม้ทั้ง 2 ข้าง เมื่อได้เส้นตามที่ต้องการแล้วให้ใช้เลื่อยรอหรือสิ่วตัดไม้ส่วนที่ไม่ต้องการออก ปรับแต่งให้เรียบร้อยสม่ำเสมอ แล้วนำไม้ 2 ท่อน มาประกอบกันอีกครั้ง ตรวจสอบว่าได้ฉากหรือไม่ ถ้าได้ให้ถอดไม้ออกแล้วทากาวลาเท็กซ์ที่เดือย แล้วนำมาประกอบกันอีกครั้ง อัดแน่นด้วยแคลมป์แล้วควรตรวจสอบฉากอีกครั้งหนึ่งก่อนยึดตะปู ดังแสดงในรูปที่ 7.10
1.4 การเข้าบากอบ (Gross lap joint) ลักษณะการเข้าไม้จะแตกต่างกับการเข้าบากร่อง คือเมื่อนำไม้มาประกอบกันแล้ว จะเป็นรูปกากบาท (X) ดังรูปที่ 7.11 มีความแข็งแรงมากขึ้น นิยมใช้กับงานทั่วๆ ไป เช่น โครงสร้างงานเฟอร์นิเจอร์ ขาโต๊ะ โครงเก้าอี้ และอื่นๆ
วิธีการเข้าบากอม ปฏิบัติได้ดังนี้ คือ เลือกไม้ 2 ท่อน มาปรับฉากเสียก่อนตามขึ้นตอนที่เคยกล่าวไว้แล้ว จากนั้นเอาไม้ 2 ท่อนนี้มาประกอบกัน ลักษณะเป็นรูปกากบาท แล้วขีดเส้นไว้บนผิวไม้ทั้ง 2ด้วยดินสอหรือมีดสั้น ส่วนความลึกให้ลึกครึ่งหนึ่งของความหนาไม้ ขีดเส้นกำหนดไว้ที่ข้างไม้ทั้ง 2 ข้าง เลื่อยตามเส้นที่ขีดไว้ทางด้านกว้างก่อน โดยความลึกให้เท่าที่ขีดไว้ และเลื่อยส่วนภายในของส่วนที่จะบากอีก 2-3 รอย แล้วใช้สิ่วตัดส่วนที่กากออก จนถึงรอยความลึกที่กำหนดไว้แต่งด้วยสิ่วให้เรียบสม่ำเสมอกันทั้ง 2 ท่อน ต่อจากนั้นนำมาประกอบกันให้แนบสนิท อย่าให้หลวมหรือคับเกินไป เมื่อประกอบดีแล้วให้ถอดออกและทากาวลาเท็กซ์ แล้วนำมาประกอบกันอีกครั้ง อัดแน่นด้วยแคลมป์ และตรวจสอบฉากให้ดีก่อนตอกตะปูยึดแน่น ดังรูปที่ 7.12
1.5 การเข้ามุมไม้ (Rabbet joint) เป็นการนำไม้ 2 ท่อนมากวางทับกัน โดยบากไม้ลึกประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของความหนาไม้ แล้วยึดระหว่างมุมของไม้ 2 ท่อน การเข้ามุมไม้แบบนี้ใช้กับงานทำลิ้นชัก หรือตู้เก็บหนังสือ ดังรูปที่ 7.13
วิธีการเข้ามุมไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ ไม้ 2 ท่อนที่จะเข้ามุมไม้ต้องทำฉากหัวไม้ด้วย เพราะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด นำไม้ทั้ง 2 ท่อนมาขีดเส้น โดยไม้ที่จะเข้ามุมให้ขีดเส้นหนาเท่ากับไม้อีกท่อนหนึ่ง ความลึกให้ลึกประมาณ 1 ส่วนของความหนาไม้ เมื่อตรวจสอบฉากพร้อมกันไปด้วย นำไม้ 2 ท่อนที่จะประกอบกันไปทากาวลาเท็กซ์ อัดแน่นด้วยแคลมป์และตรวจสอบฉาก แล้วยึดด้วยตะปูอีกครั้ง ดังรูปที่ 7.14
1.6 การเข้าปากกบ (Miter joint) หรือการเข้ามุม 45 เป็นการเข้ามุมอีกวิธีหนึ่ง แต่ตรงหัวไม้ทั้ง 2 ท่อนจะตัด 45เมื่อนำมาประกอบกันจะได้มุมฉาก (90) เป็น การเข้ามุมเพื่อปกปิดรอยตัดของหัวไม้ ความแข็งแรงอาจทำได้โดยใช่ลิ่มหรือลิ้นเสริมตรงรอยต่อ การเข้าปากกบนิยมใช้กับงานทำกรอบรูป หรือทำวงกบประตู และหน้าต่าง ดังรูปที่ 7.15
วิธีการทำปากกบไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ นำไม้ 2 ท่อนที่ได้ปรับฉากแล้ว มากำหนดความกว้างและความยาวตามที่ต้องการ แล้วขีดเส้นบนผิวไม้ไว้ ตรงหัวไม้ทั้งสองให้ตัดไม้เป็นมุม 45 ด้วยเครื่องตัด(Miter box) หรืออาจใช้ไม้ทำบล็อกก็ได้ แล้วตัดหัวไม้ตามที่กำหนดจนขาด นำไม้ที่ตัดทั้ง 2 ท่อนมาประกอบกัน ตรวจสอบฉากจนได้มุมฉาก และรอยต่อแนบสนิท นำไม้ 2 ท่อนมาทากาวลาเท็กซ์ แล้วประกอบกัน ตรวจสอบฉากจนแน่ใจแล้วอัดแน่นด้วยแคลมป์ และยึดด้วยตะปู ดังแสดงในรูปที่ 7.16
1.7 การเข้าเดือยไม้ (Mortise and tenon joint) นิยม ทำกันทั่วๆ ไป เป็นลักษณะเป็นการเข้าไม้ที่ไม้ท่อนหนึ่งมีแกนไม้ยื่นออกมา เรียกว่า ตัวเดือย และไม้อีกท่อนหนึ่งที่จะประกอบกันจะถูกเจาะเป็นรูขนาดเท่ากับตัวเดือย เรียกว่า รูเดือย เมื่อประกอบกันแล้วจะให้ความแข็งแรงมากงานที่นิยมใช้คืองานเฟอร์นิเจอร์ กรอบบานประตู หน้าต่าง โครงเก้าอีก โต๊ะ และนั่ง ดังรูปที่7.17
วิธีการทำเดือยไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ ทำไม้ให้ได้ฉากทั้ง 4 ด้านเสียก่อน แล้วเลือกไม้ท่อนหนึ่งสำหรับทำตัวเดือยและอีกท่อนหนึ่งทำรูเดือย ไม้ที่ทำตัวเดือยให้วัดขนาดตามแบบโดยใช้ฉากขีดที่หัวไม้ และกะความยาวของเดือย ใช้ขอขีดไม้ลากความหนาของตัวเดือยรอบด้านของไม้ ใช้เลื่อยรอตัดตามเส้นที่ขีดไว้ทั้งด้านหัวและด้านหน้าไม้จนขาด ก็จะได้ตัวเดือยที่ต้องการ ส่วนไม้ที่ทำรูปเดือย จะมีลักษณะคล้ายกันกับไม้ที่ทำตัวเดือย จนเมื่อใช้ขอขีดลากความหนาแล้ว นำไม้ไปยึดให้แน่นด้วยแคลมป์ ใช้ดอกสว่านหรือสิ่วเจาะไม้ลงไป(การเลือกขนาดของดอกสว่านหรือสิ่วควรให้เล็กกว่าตัวเดือยเล็กน้อย) เจาะไม้ให้เป็นรูปจนได้ความลึกตามต้องการ เมื่อได้ไม้ทั้ง 2 ท่อนเรียบร้อยแล้ว ให้นำมาประกอบเข้าด้วยด้วย ตรวจสอบว่าไม้ฉากหรือไม้ ถ้าได้แล้วให้ถอดออก เพื่อทากาวลาเล็กซ์ทีตัวเดือย จากนั้นนำมาประกอบกันเข้าอีกครั้ง แล้วอัดแน่นด้วยแคลมป์ ดังรูปที่ 7.18
รูปที่ 7.18 การเข้าไม้ด้วยการทำเดือย
การ เข้าเดือยไม้มีการเข้าเดือยอยู่หลายวิธี สามารถนำไปใช้ในการประกอบไม้ได้จนเป็นโครงงาน เช่น งานเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ จะต้องอาศัยหลักการเข้าเดือยไม้เป็นส่วนใหญ่ ในที่นี้จะแนะนำรูปลักษณะการเข้าเดือยไม้ที่นิยมใช้ทั่วๆไป ดังรูปที่ 7.19
2. การ ต่อไม้ คือการนำไม้มาชนกันให้เกิดความยาวขึ้น ไม่ค่อยใช้มากนักกับงานคุรุภัณฑ์ การต่อไม้ อาจหมายถึง การทำให้ไม้หนาขึ้นก็ได้ โดยการนำไม้มาวางทับกันเข้า เหมือนการเสริมไม้ให้หนาขึ้นนั่นเอง หรืออาจหมายถึง การเอาไม้มาวางเรียงกันทางด้านข้างหลาย ๆ แผ่นแล้วอัดด้วยแม่แรงจนเป็นแผ่นเดียวกัน บางทีเรียกว่า การเพลาะไม้ ประโยชน์ที่ได้ของการต่อไม้คือเป็นการทำให้ไม้ยาวขึ้น กว้างขึ้น หรือหนาขึ้นนั่นเอง ดังได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น การต่อไม้ไม่ค่อยจะให้ความแข็งแรงกับโครงงาน นอกจากนี้การต่อไม้จะเห็นรอยต่อระหว่างไม่ได้ชัดเจน ความแตกต่างของการต่อไม้กับการเข้าไม้คือ การต่อไม้จะไม่ทำให้เกิดมุมขึ้น การต่อไม้สามารถทำได้หลายวิธี แล้วแต่จะเลือกใช้วิธีการใด
ข้อมูลจาก
www.st.ac.th/engin/wood.html